ประสบการณ์ช้าง ช้าง ที่ภูวัว
posted on 15 Apr 2009 20:14 by noophimchanok23 ธ.ค. 51 จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช สู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย ใช้เวลาเดินทางเบ็ดเสร็จ 13 ชั่วโมงพอดีๆ เนื่องจากมีช้างบาดเจ็บ งวงโดนเชือกแร้วดักสัตว์รัดอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของทีมหมอที่จะต้องเข้าไปช่วย เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ออกเดินทางไปยังจุดที่พบช้าง ทางขึ้นเป็นภูเขาหินดาดที่ชันมาก(มากจิงๆนะ) แต่พี่คนขับนี่แน่นอนที่สุดพาพวกเราขึ้นมาจนถึงด้วยรถปิกอัพขนอ้อยช้าง ถึง
วัดถ้ำพระภูวัว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พบช้าง แบ่งทีมงานเป็น 3 ทีม ได้แก่ ทีมยิงยาสลบ ทีมสนับสนุน(คอยกันโขลงช้างที่จะเข้ามา) และทีมรักษา เมื่อทุกอย่างพร้อม ภารกิจก็เริ่มขึ้น ทีมยิงยาสลบซึ่งมีประมาณ 4-5 คน ขึ้นประจำห้างบนต้นไม้ 3 ต้น ในจุดที่รถขนอ้อยจะขนอ้อยมาให้ช้างกินทุกวัน ส่วนพวกเราขนยาและอุปกรณ์ไปรอบริเวณชายป่า รอวิทยุเรียกจากทีมยิงยา ยามว่างเช่นนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้งีบเอาแรงสักหน่อย(แฮ่ะๆๆ) เที่ยงกว่าแล้ว(ท้องเริ่มร้อง) ไม่มีใครเตรียมเสบียงมา ดีที่พี่พิทักษ์ป่ามีแอ๊ปเปิ้ลติดมาด้วย แต่…เค้าไม่กินผลไม้ง่ะ งึ่มๆๆ แต่แล้วก็มีมือหนึ่งส่งถุงทองม้วนมาให้พร้อมกับบอกว่า “หมอน่าจะชอบอันนี้มากกว่านะ”(ขอบคุณทองม้วนอาจารย์ด้วยนะคะ)
บ่ายโมงกว่าพี่ๆพิทักษ์ป่าขนเสบียงมาให้ เป็นข้าวเหนียวกับอาหารกระป๋อง 3-4 อย่าง กินเสร็จก็ขึ้นรถขนอ้อยเอาอ้อยไปให้ช้างพร้อมกับเอาข้าวไปให้พี่ๆที่อยู่บนห้างด้วย เจ้าหน้าที่บอกว่าเมื่อเช้าก่อนที่เราจะมาถึง ช้างตัวที่เจ็บออกมากินอ้อยที่ขนมาให้แล้วรอบนึง แล้ววันนึงจะออกมากินแค่ครั้งเดียว แต่ตอนบ่ายนี้ลองให้อีกครั้งเผื่อเราจะโชคดี ช้างออกมากินอีก และแล้วโชคก็เป็นของเรา หลังจากส่งเสบียงทั้งคนทั้งช้างเสร็จกลับมาถึงจุดที่ประจำอยู่ ก็มีวิทยุมาบอกว่า ยิงลูกดอกยาสลบดอกแรกไปแล้วโดยหมอคนดังของกรมอุทยานฯ ทุกคนดูตื่นเต้นและกระวีกระวาดเตรียมพร้อม สักครู่ก็มีวิทยุมาบอกว่ายิงดอกที่สองและสามไปแล้ว รอให้ช้างสงบเพื่อเข้าไปรักษา เวลาผ่านไปนานพอสมควรก็ได้รับแจ้งให้ทีมสนับสนุนและทีมรักษาเข้าไปได้ เราเข้าไป stand by ตรงจุดที่ให้อาหารช้าง มีเฉพาะทีมยิงยาที่ตามช้างเข้าไปไม่ไกลนักจากจุดที่ให้อาหาร มีพี่ๆพิทักษ์ป่าก่อไฟเพื่อกันไม่ให้โขลงช้างป่าเข้ามา(ประมาณ 20 เชือก) นอกจากจุดไฟเราก็คุยกันเสียงดังๆ อารมณ์ประมาณว่าใช้เสียงขู่ไม่ให้ช้างเข้ามา ที่สำคัญคือพระท่านบอกว่าจะมีช้างงาเดียวอยู่ตัวนึง เหมือนเป็นจ่าฝูง ซ่าพอสมควร นอกจากนั้นกะลังตกมันซะด้วย
ขณะที่นั่งคุยกันรอทีมยิงยาเรียกอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงจากวิทยุว่า วิ่งพี่ วิ่ง!!! โดยมิได้นัดหมาย(และไม่รู้ว่าใครบอกและบอกใครให้วิ่ง) ทุกคนเก็บของกระโดดขึ้นรถ(รถขนอ้อยดูคันเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับจำนวนคน) แต่…พี่คนขับไปไหนง่า??? แต่แค่ชั่วพริบตาเดียว พี่คนขับซึ่งมาจากไหนไม่รู้แกขึ้นรถได้ก็สตาร์ทรถเลี้ยวรถกลับพร้อมไปในทันที แล้วพี่หมอคนดังก็วิ่งออกมาพร้อมเจ้าหน้าที่ รายงานความคืบหน้าว่าอาจจะต้องเพิ่มยาอีก เนื่องจากช้างมีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นในรูปและยังไม่สงบดีนัก เราก็รอ ร๊อ รอ กันต่อไป การทำงานครั้งนี้นอกจากจะมีทีมหมอ พี่ๆพิทักษ์ป่า แล้วยังมีหลวงพ่อ หลวงพี่มาเป็นแนวร่วมด้วย และด้วยความเป็นห่วงช้าง หลวงพ่อเข้าไปพูดคุยปลอบใจช้าง(แล้วมันจะหลับมั้ยคะหลวงพ่อ) แต่เห็นพระท่านห่มจีวร คีบอีแตะอย่างนี้ เวลาวิ่งหนีช้างนี่ไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว(พี่ๆเค้าว่ามา) ระหว่างที่รอกันอยู่ก็ตามพี่หมอคนดังเข้าไปดูช้าง ห่างประมาณสัก 20 เมตร เห็นพี่ช้างยืนพิงต้นไม้นิ่งๆ หูโบกไปมาช้าๆ เสียงหลวงพ่อบอกคนที่เข้ามา ให้ออกไปช่วยกันทำเสียงดังกันโขลงช้างหน่อย ระหว่างรอก็ได้ยิ่นเสียงแปร๋นดังมาจากด้านทิศตะวันตก ตามมาด้วยเสียงแปร๋นอีกครั้งจากทางทิศตะวันออก เสียงวิทยุจากทีมยิงยาให้ระบุพิกัดช้าง มีเสียงตอบกลับมาว่า 50 เมตร หลัจากนิ่งไปสามวิเพื่อฟังเสียงจากวิทยุที่ถืออยู่ในมือ พอหันมองข้างๆก็เห็นว่าทุกคนวิ่งไปจับจองต้นไม้เป็นของตัวเองกันเรียบร้อยและกำลังเตรียมจะขึ้น เอาไงดีล่ะตู 50 เมตร แล้วก็มีพี่ๆกวักมือเรียกจากต้นไม้ต้นที่ใกล้ที่สุด “หมอๆ มานี่เร็ว” จะช้าอยู่ไย วิ่งสิครับพี่น้อง!!! ปีนขึ้นต้นไม้(ด้วยความเร็วสูง) จะถึงห้างอยู่แล้ว ก็ได้ยินเสียงตะโกนจากข้างล่างว่า “หมอนกลงมาเร็ว ขึ้นไปเดี๋ยวได้อยู่ทั้งคืน ไม่ได้ลงนะ”(แล้วทำไมเพิ่งมาบอกล่ะค๊า จาถึงอยู่แล้ว แล้วมันเตี้ยซะเมื่อไหร่ละต้นไม้เนี่ย) หลังจากไต่ลงมาถึงพื้น เล็งเห็นแล้วว่าไปอยู่ในมุมสูง วิวน่าจะสวยกว่า(หมายถึงว่าเห็นช้างได้ดีกว่า)เลยไปนั่งอยู่บนโขดหินกะพี่ๆพิทักษ์ป่าทางด้านทิศตะวันตก สักพักพี่หมอก็ออกมาบอกให้เตรีมยาเข้าไปเลย เป้าหมายของเราคือ ตัดเชือกที่รัดงวงออกให้ได้ ส่วนการให้ยาจะทำได้หรือไม่นั้นค่อยว่ากันอีกที ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกที ช้างก็ยังไม่สงบพอที่จะเข้าไปทำงานได้ เราต้องทำงานแข่งกับเวลา ทีมยิงยาเติมยาเข้าไปอีก พร้อมกันนั้นก็เตรียมยาสำหรับการรักษา ตอนนี้ห้าโมงกว่าแล้ว พี่หมอคนดังเข้าไปเพื่อที่จะตัดเชือกจากงวงช้าง แต่ช้างยังไม่นิ่งพอ ตอนนี้แทบมองไม่เห็น แผนสุดท้ายให้ยาปฏิชีวนะใส่ลูกดอกดอกสุดท้ายที่เหลืออยู่ แล้วเราก็ถอนกำลังกันออกมา เพราะถ้าขืนทำต่อไปไม่ปลอดภัยแน่นอน พี่หมอบอกว่างวงที่โดนเชือกรัดนั้นไม่ได้บวม เสียงหายใจที่ดังก็เป็นเสียงตอนหายใจออก แล้วช้างก็ยังใช้งวงหยิบจับอาหารได้ สถานการณ์เลยยังไม่ได้ถือว่าเลวร้ายนัก จึงถอนกำลังกลับมาประชุมวางแผนกันใหม่ ตอนนี้ทั้งลูกดอกและยาก็หมด ถือซะว่าให้พี่ช้างได้ไปพักผ่อนฉลองปีใหม่ แล้วหลังปีใหม่เราจะกลับมาพบกันอีกครั้ง Happy New Year นะ พี่ช้าง


มีเรื่อง unseen จากทีมยิงยาสลบว่า หลวงพ่อท่านบอกให้พี่ที่เข้าไปยิงยาสลบ จับจองหาต้นไม้กันไว้เลยนะ เอาต้นที่เหมาะมือ ถ้ามีอะไรก็ปีนเลยไม่ต้องช้า แต่เอ พอมีเสียงบอกให้วิ่ง พี่ๆที่กำลังจะปีน เห็นหลวงพ่อวิ่งฉิวไปแล้ว เลยคิดกันว่าแล้วตูควรจะปีนหรือวิ่งตามหลวงพ่อดีเนี่ย อีกครั้งที่ช้างทำท่าจะไล่ พี่สุทมือแม่นปืนของเราก็เตรียมจะปีน แต่พอแหงนหน้ามองขึ้นไป โอ้วแม่เจ้า เหลืองเต็มต้น ก็จีวรหลวงพ่อหลวงพี่ที่ขึ้นไปเกาะต้นไม้กันอยู่นะสิ รูปสุดท้ายที่เกาะอยู่นี่ งวงพี่ช้างสะกิดได้สบายๆ พี่แกเลยคิดว่า ไปหาต้นอื่นดีกว่า ถึงแม้จะเล็กหน่อย แต่อย่างน้อย งวงพี่ช้างก็สะกิดไม่ถึง คริคริ
ณ ปัจจุบันสำหรับช้างตัวนี้ เชือกที่รัดงวงได้หลุดออกไปแล้ว แล้วคุณช้างก็ใช้ชีวิตปกติสุขร่วมกับโขลง
ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย